ชื่อ                   วราภรณ์  พลรบ

ระดับ               มัธยมศึกษาตอนต้น

สถานศึกษา       โรงเรียนมัธยมวัดบึงทองหลาง

ชื่อผลงาน          รักอันมั่นคง 

ชื่อวรรณกรรม   เจ้าหญิงนกกระจาบ

 

บทวรรณกรรม

              นานมาแล้วมีนกกระจาบสองตัวผัวเมีย  อยู่หากินด้วยกันมานานจนมีลูกด้วยกันตัวหนึ่ง ตัวผู้จะเป็นฝ่ายออกไปหาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว  วันหนึ่งพ่อนกกระจาบออกไปหาอาหารที่สระบัว  มีดอกบัวกำลังบานอยู่มากมาย  มันเกิดความหลงใหลในเกสรดอกบัวนั้นจึงเข้าไปชื่นชมเกสรดอกบัวใกล้ๆ จนกระทั่งเย็นย่ำ  ดอกบัวจึงหุบเป็นดอกตูมขังพ่อนกกระจายให้อยู่ภายใน  ในเวลาเดียวกันนั้นได้เกิดไฟไหม้ป่าขึ้น  แม่นกกระจาบตกใจหนีตายโดยไม่สามารถช่วยลูกนกกระจาบออกมาจากรังได้ จนกระทั่งรุ่งเช้าดอกบัวกลับบานอีกครั้ง  พ่อนกกระจาบจึงรีบกลับรัง  แต่ทั่วบริเวณนั้นถูกเผาผลาญด้วยไฟป่าไปเสียแล้ว  พบเพียงเมียของมันยืนร้องไห้อยู่บนขอนไม้ที่ไหม้ไฟดำเป็นตอตะโก นางนกกระจาบเมื่อเห็นผัวกลับมาก็เกิดความโมโหต่อว่าเป็นเพราะพ่อนกไม่กลับรังจึงเป็นเหตุให้ลูกต้องตาย  หากเกิดชาติหน้าจะไม่ยอมพูดกับผู้ชายอีก  แล้วนางนกกระจาบก็กระโดเข้ากองไฟตาย  พ่อนกเสียใจมากจึงอธิษฐานว่าหากเกิดชาติหน้าขอเป็นเนื้อคู่กันอีก  แล้วก็กระโดดเข้ากองไฟตายตามแม่นกกระจาบไป

              แม่นกกระจาบไปเกิดใหม่เป็นธิดาเจ้าเมืองชื่อ  นางสุวรรณเกสร  นางไม่เคยพูดกับผู้ชายคนใดเลยตั้งแต่เล็กจนโต  ฝ่ายพ่อนกกระจาบไปเกิดเป็นลูกเศรษฐีชื่อ  สรรพสิทธิ์ พ่อส่งให้ไปเรียนวิชา  มีพี่เลี้ยงติดตามชื่อ ทิศาปาโมกข์  สรรพสทธิ์เรียนวิชาถอดหัวใจ  พอร่ำเรียนจนจบจึงเดินทางกลับบ้าน  ในระหว่างเดินทางนั้นได้ยินข่าวว่าธิดาของเจ้าเมืองไม่ยอมพูดกับผู้ชาย  หากชายใดทำให้ลูกสาวเจ้าเมืองพูดได้จะยกลูกสาวและเมืองให้  สรรพสทธิ์สนใจอยากทดสอบดู จึงไปที่เมืองนั้น ผู้ชายจากทั่วสารทิศมาพูดด้วยแต่นางสุวรรณเกสร “เขาร่ำลือกันว่านางสุวรรณเกสรมีความงามมาก  ดุจดังนางสวรรค์  ข้าใคร่อยากจะพูดกับนาง  แต่คงยากเพราะนางไม่ยอมพูดกับผู้ใด”  สรรพสทธิ์ที่อยู่ในประตูกล่าว  พี่เลี้ยงจึงพูดกับประตูว่า  “ถ้าอย่างนั้น  ข้าจะเล่านิทานให้พี่ประตูฟังนะ”

              จากนั้นพี่เลี้ยงก็เริ่มเล่านิทาน  ความว่า “มีชายสามคนเป็นเพื่อนรักกัน  คนหนึ่งเป็นหมอดู  คนหนึ่งเป็นนักประดาน้ำ  และอีกคนหนึ่งเป็นคนแม่นธนู  ทั้งสามคนเดินทางมาถึงต้นไทรใหญ่จึงหยุดพัก  ชายคนที่เป็นหมอดูนั่งลงดูฤกษ์ยามแล้วกล่าวว่าอีกสักครู่จะมีนกอินทรีคาบผู้หญิงบินผ่านมาทางนี้  ชายที่แม่นธนูจึงบอกว่าหากมาจริงจะยิงให้ถูกเลย  เมื่อถึงเวลาที่นกอินทรีบินผ่านมา  ชายคนที่แม่ธนูจึงง้างธนูแล้วยิงถูกนกอินทรี  ความเจ็บปวดจากบาดแผลทำให้นกอินทรีอ้าปากร้อง  ผู้หญิงที่ถูกคาบมาจึงร่วงลงทะเลไป  ชายที่เป็นนักประดาน้ำเห็นดังนั้น  จึงรีบกระโจนลงทะเลแล้วช่วยนางขึ้นมา  แต่ชายทั้งสามคนเกิดหลงรักนาง  หวังจะได้นางเป็นภรรยาเหมือนกัน”  เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้  พี่เลี้ยงได้ตั้งคำถาม  ถามประตูว่า  “นางคนนี้ควรจะเป็นของชายคนใด”  ประตูตอบว่า  “ก็หมอดูนะสิ  เพราะถ้าหมอดูไม่บอกว่านกอินทรีจะบินมาก็ไม่มีใครรู้”  นางสุวรรณเกสรได้ยินดังนั้นเกิดอยากตอบคำถามขึ้นมาจึงคิดว่าถ้าพูดกับประตูคงไม่เป็นไร  นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “นางนั้นต้องได้กับนักประดาน้ำจึงจะถูก  เพราะถูกต้องตัวของนางก่อนใคร”  สรรพสทธิ์ได้ยินดังนั้นก็ถอดดวงใจออกจากประตูไปใส่ไว้ที่ม่านข้างนางสุวรรณเกสร  แล้วพี่เลี้ยงก็เอ่ยขึ้น  “มาฟังนิทานเรื่องต่อไปกันดีกว่า  มีชายสามคนเป็นเพื่อนกัน  คนหนึ่งเป็นช่างแกะ  คนหนึ่งเป็นช่างชุบ  และอีกคนมีสติปัญญาดี  ได้มีช่างวาดภาพคนหนึ่งวาดภาพผู้หญิงสวยมา  เพื่อให้ช่างแกะสลักแกะเป็นรูปเหมือนคนจริง  เสร็จแล้วให้ช่างชุบทำพิธีชุบชีวิตขึ้นมา  แต่นางไร้ผ้านุ่งห่มปกปิดร่างกาย  คนที่สติปัญญาดีจึงเอาผ้ามาพันกายให้กับนาง  ปรากฏว่าชายทั้งสามคนเกิดหลงรักนางเหมือนกัน  ต่างแย่งกันเป็นเจ้าของตัวนาง  พี่ม่านลองตอบทีว่านางควรจะเป็นของผู้ใด”ม่านก็ตอบว่า “นางควรเป็นของช่างแกะเพราะเป็นคนที่แกะนางขึ้นมา”  นางสุวรรณเกสรกล่าวแย้งขึ้นมาว่า  “นางควรจะเป็นของผู้ที่เอาผ้ามาปกปิดร่างกายให้กับนาง”  สรรพสทธิ์ดีใจที่นางสุวรรณเกสรเผลอพูดออกมาอีกครั้ง  เมื่อได้ยินนางสุวรณเกสรพูดออกมาแล้วฝ่ายแตรสังข์ก็ประโคมฝ่ายเสนาและนางสนมก็เบิกตัวนางสุวรณเกสร  นางสุวรรณเกสรตกใจ  เพราะเห็นว่านางก็ไมได้พูดกับผู้ชายเลย  จึงถามพระบิดาว่า “เหตุใดจึงประโคมแตรสังข์”  พระบิดาตอบว่า  “แล้วลูกพูดกับใครเล่า”  นางก็ตอบไปว่า “ลูกพูดกับประตูบ้างและม่านบ้าง”  พระบิดาจึงบอกให้นางลองพูดให้ดู  สรรพสทธิ์ขณะนั้นได้กลับเข้าร่างไปแล้วจึงมีใครพูดกับนาง  เมื่อสรรพสทธิ์เอ่ยปากพูดกับนาง  นางตกใจเพราะจำเสียงได้  ดังนั้นนางจึงจำยอมแต่งงานกับสรรพสทธิ์

 

ข้อคิดที่ได้

               เจ้าหญิงนกกระจาบคือ  นกกระจาบคือสัญลักษณ์แห่งความมานะพยายาม  ความพยายามของสรรพสทธิ์ที่ทำทุกวิถีทางที่จะให้นางสุวรรณเกสรพูดได้  และวรรณกรรมเรื่องนี้  ยังแสดงให้เห็นถึงความรักของนางสุวรรณเกสรและสรรพสทธิ์ที่มีให้กันทั้งในชาติที่เกิดเป็นนกกระจาบและชาติที่เกิดเป็นมนุษย์ให้เห็นว่าในเมื่อได้เกิดเป็นคู่กันแล้วยังไงก็ไม่แคล้วกันทั้งในชาติปัจจุบันและชาติหน้า  วรรณกรรมเรื่องนี้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำในการดำเนินชีวิตในอนาคตในเรื่องความรักได้  ทำอย่างไรจึงจะทำให้ความรักนั้นดำรงอยู่ด้วยอย่างยืดยาว และยังเป็นวรรณกรรมที่น่าสนใจที่จะใช้ในการศึกษาเรื่องราวความเป็นมาได้อีก